ผู้เล่นกลางสนามตัวรับในฝัน

''ช่วงนี้ ผมได้รับมอบหมายให้เล่นเกมรับมากยิ่งกว่าเดิม ผมจำเป็นต้องทำอะไรสักอย่างในขณะที่กลุ่มเสียบอล และแย่งมันคืนมาให้ได้ งานของผมคือการจัดการแดนกลางให้นิ่ง ผมพร้อมปรับพฤติกรรมไปตามคำบัญชาของผู้เป็นนายจ้าง แม้กระนั้นผมก็สามารถเล่นเกมรุกได้เหมือนกัน'' นี่คือคำกล่าวให้การของ อันเดร์ เอรร่า อันบ่งถึงบทบาทและหน้าที่ของเขาตอนนี้โน่นคือมิดฟิลด์ตัวรับ
แถมเป็นมิดฟิลด์ตัวรับชนิดมือใหม่ฝึกหัดทำลายเกมคู่ปรปักษ์อีกต่างหาก แม้กระนั้นสถิติในการล้มล้างกลับเหนือกว่าผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านนี้อย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้ เสียอีกครับผม ไม่ว่าจะเป็นการแย่งบอล การตัดบอล หรือการเข้าปะทะ
คิดแล้วก็แปลกๆอยู่เหมือนกัน เนื่องจากว่าไม่มีวี่แววว่านักฟุตบอลวัย 27 ผู้นี้จะสถาปนาตัวเองเป็นมิดฟิลด์ตัวรับลำดับต้นๆของพรีเมียร์ลีกก่อนที่จะขายวิญญาณให้ซาตานแดง อันเดร์ เอรร่า ไม่ใช่ผู้เล่นที่เป็นที่รู้จักมีชื่อเสียงอะไรมากมายก่ายกอง
ตอนเป็นเยี่ยมในนายทัพของ แอตเลตำหนิก บิลเบา ชุดที่บุกมากำราบ แมนฯ ยูไนเต็ด ถึง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ในศึก ยูโรปา ลีก เมื่อฤดูกาล 2011-12 ก็แทบจะไม่มีใครรู้จักนักฟุตบอลผู้นี้สักเท่าไหร่ เพื่อนพ้องร่วมกลุ่มของเขาเสียอีกอย่าง ฆาบี มาร์ตำหนิเนซ หรือ อีเคร์ มูเนียอิน ที่อยู่ในความสนใจจากราษฎรมากยิ่งกว่าอย่างไรก็ตาม เข้าใจว่า แมนฯ ยูไนเต็ด น่าจะแอบจับตามองผู้เล่นคนนี้มาตั้งแต่ในขณะนั้นแล้ว
ส.ค. 2013 หลังจาก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ถูกแทนที่ด้วย เดวิด มอยส์ ได้ไม่นานเดือน – แมนฯ ยูไนเต็ด ติดต่อขอซื้อนักฟุตบอลชาวบาสก์โดยกำเนิดผู้นี้พร้อมข้อแนะนำ 24 ล้านปอนด์แอต.มาดริด ยักไหล่ใส่โดยทันทีพลางบอกว่า…น้อยไป
เดือนมิถุนายน 2014 แมนฯ ยูไนเต็ด กลับไปที่ บิลเบา อีกครั้งพร้อมค่าเสียหายที่มากขึ้นเรื่อยๆ ต่อรองกันอยู่นาน ก่อนที่จะตกลงกันเหมาะราคาราวๆ 29 ล้านปอนด์ ซึ่งจัดว่ามิใช่เบาเลยทีเดียว
สารภาพตามตรงว่าตอนเลื้อยตูดมา แมนฯ ยูไนเต็ด ใหม่ๆผมไม่ทราบจักนักฟุตบอลผู้นี้มาก่อน ไม่เคยดู ไม่เคยเห็น ไม่เคยสนใจ สงสัยเป็นเนื่องจากว่าผมดูบอล ลา ลีกา ของ ประเทศสเปน ปีละเพียงแค่ 2 นัดเป็นเอล กราสิหรูหรา ที่บ้านของ บาร์ซ่า กับ เอล กราสิหรูหรา ที่บ้านของ มาดริด 555
เมื่อซักถามข้อมูลที่ได้มาจากผู้รายงานข่าวสายวัวกระทิงดุประจำศูนย์บัญชาการซอคเก้อร์ก็ได้เรื่องแบบเพียงพอสังเขบว่า อันเดร์ เอรร่า เล่นในตำแหน่ง "มิดฟิลด์ตัวกลาง" โดยจัดอยู่ในชนิด "บ๊อกซ์ ทู บ๊อกซ์" คือวิ่งขึ้น-วิ่งลง คลุมเครือว่าเป็นตัวรุกหรือตัวรับ ประมาณว่าคอยเชื่อมเกมด้วยความขยัน ทุ่มเท มีวินัย และใฝ่คุณธรรม
ฤดูกาลแรกในเครื่องแบบซาตานแดง หลุยส์ ฟาน กัล กุนซือคนใหม่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด อุตสาหะเปลี่ยนแปลงระบบการเล่นเปลี่ยนไปเรื่อยเริ่มต้นจาก 3-5-2 ก่อนเปลี่ยนมาเป็น 4-1-2-1-2 แบบไดมอนด์ สุดท้ายมาพอดีที่สูตร 4-1-4-1 ดาเล่ย์ บลินด์ ห้อยเป็นมิดฟิลด์ตัวรับ โดยมี อันเดร์ เอรร่า กับ มารูยาน เฟลไลนี่ เป็นมิดฟิลด์ตัวรุกอยู่หลังศูนย์หน้า
ฤดูกาลแรก นักฟุตบอลผู้มีบริเวณใบหน้าคล้ายคล้าย "พี่น้อย" แห่งวงพรู ลงเล่นทั้งผอง 31 นัดในทุกรายการ ยิงได้ 8 ประตู ซึ่งจัดว่ามากที่สุดในอาชีพค้าแข้งของเขาเลยทีเดียว ช่วงเวลาที่ แมนฯ ยูไนเต็ด กลับเข้าไปอยู่ในท็อปโฟร์ได้สำเร็จ
ฤดูกาลถัดมา (ก็ซีซั่นที่แล้วนั่นแหละ) ท่านอาจารย์หลุยส์เสมือนถูกธาตุไฟเข้าแทรกจนถึงประสาทแดร็กซ์ คิดมาก เพ้อเจ้อ และปรัชญาขึ้นสมอง ว่าแล้วปรับระบบการเล่นอีกครั้งเป็น 4-2-3-1 โดยอุตสาหะจะวาง อันเดร์ เอรร่า เป็น "หน้าต่ำ" หรือ "ผู้เล่นเลข 10"ปรากฏว่าเจอความไม่เป็นผลสำเร็จอย่างแรงเนื่องจากว่า "พี่น้อย" ไม่ใช่เพลย์เมคเก้อร์ตามเหตุผลอยู่แล้ว แน่ๆสไตล์การเล่นของเขาไม่เสมือน พอล สวัวลส์ อย่างที่ใครหลายคนอุตสาหะเอามาเปรียบเทียบ
เขาพลิกบอลไม่ได้ – ไม่มีความเร็ว ความรู้ความเข้าใจเฉพาะบุคคลก็ไม่ได้สูงอะไรมากมายก่ายกอง การตะบันยิงก็ไม่ถึงกับเฉียบคมและเด็ดขาดอะไร จุดแข็งอยู่ที่ความขยัน ทุ่มเท มีวินัย และใฝ่คุณธรรม

หลังจากไม่เวิร์ค หลุยส์ ฟาน กัล ก็อุตสาหะเปลี่ยนผู้เล่นในตำแหน่งหน้าต่ำของระบบ 4-2-3-1 ไปเรื่อยจนกระทั่งจะเจอคนที่ใช่ ซึ่งจนแล้วจนรอดก็ไม่เจอคนที่ใช่ ไม่ว่าจะเป็น อัดนาน ยานาไซ, เมมฟิส เดอขว้างย, เวย์น รูนี่ย์, ฆวน มาต้า, มารูยาน เฟลไลนี่ และเจสซี่ ลินการ์ด
ครั้นเมื่อจับ อันเดร์W88เอรร่า ลงมาเป็น 1 ใน 2 มิดฟิลด์ตัวกลางของระบบ 4-2-3-1 มันก็ยังขัดๆเขินๆชอบกล แถมตัวหลักในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางฤดูกาลที่แล้วประกอบด้วย บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์, มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน, ไมเคิ่ล คาร์ริค ก่อนที่จะขยับ เวย์น รูนี่ย์ ลงมารับหน้าที่นี้อีกคน
"หน้าต่ำ" ก็ไม่เหมาะสม 1 ใน 2 มิดฟิลด์ตัวกลางก็ไม่ใช่ ถ่างออกไปเล่นเป็นตัวขอบเส้นยิ่งไม่ใช่ใหญ่ ดูเหมือนจะไม่มีตำแหน่งไหนเหมาะสมกับ อันเดร์ เอรร่า ในระบบ 4-2-3-1 ชูยกเว้นจะเล่นเป็น 1 ใน 3 ของมิดฟิลด์ตัวกลางตามระบบ 4-3-3 นั่นแหละ
สถิติการทำคะแนนในฤดูกาลถัดมาของดาวเตะค่าตอบแทน 29 ล้านปอนด์ผู้นี้ ต่ำลงเหลือ 5 ประตู จากการลงไปในสนามทั้งผอง 41 นัดในทุกรายการ
จนถึงการมาของ โชเซ่ มูรินโญ่ และผู้เล่นใหม่อีก 4 หน่วย เอริก ไบยี่, เฮนริค มคิทาร์ยาน, ปอล ป็อกบา และซลาตัน อิบราฮิโมวิช
"มูมู่" นิยมสูตร 4-2-3-1 กับ 4-3-3 ตามสถานการณ์เฉพาะหน้า ซึ่งการมาของดาวเตะค่าตอบแทน 89 ล้านปอนด์ น่าจะก่อให้เกิดผลเสียต่อ อันเดร์ เอรร่า โดยตรง
ความเป็นดาวเตะค่าตอบแทนแพงที่สุดในเมืองมนุษย์ยืนยันตำแหน่งตัวจริงของ "คุณป๊อก" โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว ส่วนอีกตำแหน่งในแดนกลางที่เหลือก็มีทั้ง มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน, ไมเคิ่ล คาร์ริค และบาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ เมื่อทดลองจัดผู้เล่นชุดที่เหมาะสมที่สุดของ แมนฯ ยูไนเต็ด ก่อนเปิดฤดูกาลนี้ ชื่อของ อันเดร์ เอรร่า น่าจะตกตรวจสอบมันยังไม่ใช่แค่นี้
กว่า "เดอะ สเปเชี่ยล วัน" จะศึกษาและทำการค้นพบระบบการเล่น และ 11 ตำแหน่งที่เหมาะสมพอดีที่สุด เวลาก็ผ่านไปแทบครึ่งฤดูกาล ซึ่งผลปรากฏว่า อันเดร์ เอรร่า จัดเป็นผู้เล่นระดับเสาหลักตกมันทั้ง 2 ระบบในสูตร 4-3-3 เขาคือ 1 ใน 3 มิดฟิลด์ตัวกลางร่วมกับ ปอล ป็อกบา และ ไมเคิ่ล คาร์ริค
สำหรับในสูตร 4-2-3-1 เขาคือใน 1 ใน 2 มิดฟิลด์ตัวกลางร่วมกับ ปอล ป็อกบา โดยคนที่หลุดจากตัวจริงในสูตรนี้คือคุณปลัดคาร์ริค
บทบาทหน้าที่ในทั้ง 2 ระบบ คือบดบี้ทำลายเกมคู่ปรปักษ์ให้หมดสิ้น ซึ่งพี่น้อยแกก็ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมมากขึ้น
พินิจได้เลยครับผมว่า…บอลอยู่ไหน อันเดร์ เอรร่า ก็อยู่ที่นั่น ว่าแล้วก็เลยปรับให้เป็นมิดฟิลด์ตัวรับอย่างสุดกำลังช่วยให้เพื่อนพ้องร่วมกลุ่มอย่าง ปอล ป็อกบา ทำเกมรุกได้อย่างอิสระมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับช่วยให้ผู้เล่นวัยดึกอย่าง ไมเคิ่ล คาร์ริค ไม่ต้องออกแรงมากมายอีกต่างหาก เรียกว่าเป็นผู้ปิดทองหลังพระอย่างสมบูรณ์แบบ
ทีแรกๆๆของการรับบทบาทนี้ เราจะมองเห็นได้ว่าเขายังเข้าบอลค่อนข้างเปิดเผยจนถึงชอบเสียฟาวล์โดยไม่จำเป็นเท่ากับได้ใบเหลืองบ่อยๆ คล้ายๆพอล สวัวลส์ เวลาเล่นเกมรับแม้กระนั้นภายหลังที่ลงเล่นในตำแหน่งนี้มากขึ้นท่านผู้ชมสามารถสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงคือเข้าบอลเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่เสียฟาวล์และโดนใบเหลืองแบบโง่ๆเหมือนเก่า
ว่าแล้วก็จำเป็นต้องชื่นชมยอดกุนซืออย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ ที่เสกให้ผู้เล่นที่เสมือนจะไม่เข้ากันระบบการเล่นอะไรก็แล้วแต่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด กลายเป็นมิดฟิลด์ตัวรับที่ห้ามให้ขาดเลยเด็ดขาดเฮียเครียดมึงมองเห็นจุดแข็งของผู้ร่วมทีมชาวประเทศสเปนผู้นี้ว่าอยู่ที่ความขยัน ทุ่มเท วิ่งตามล่าพลางบดบี้ไม่มีหยุดบนความหน่วงหนักแบบถึงลูกถึงภรรยาก็เลยจับมาอาบน้ำแต่งตัวใหม่ให้เป็นมิดฟิลด์ตัวรับที่มีความยอดเยี่ยมสมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าพ่อเกมรับจริงๆ

หลังจากสิ้นยุคของ ไบรอัน ร็อบสัน และ พอล อินซ์ ก็มี รอย คีน มารับช่วงหน้าในการเป็นมิดฟิลด์ตัวล้างผลาญของ แมนฯ ยูไนเต็ด
ตั้งแต่แมื่อ รอย คีน เนรเทศตนเองออกมาจากเครื่องแต่งตัวซาตานแดง ดูเหมือนมิดฟิลด์ตัวรับที่มีความหฤห่ามแบบงี้จะสูญพันธุ์ไปจาก โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด
ดาวเตะจอมเสียบทะลุดาร์กซ์อย่าง อลัน สมิธ ที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน พยามปั้นให้เป็น "นิว คีโน่" ก็ไม่ใช่ เนื่องจากว่าโหดอย่างเดียวแบบไม่มีเชิงชั้น
ไมเคิ่ล คาร์ริค ก็จัดเป็นมิดฟิลด์ตัวรับที่ไปถึงเป้าหมาย แม้กระนั้นหากกล่าวถึงสไตล์การเล่นนั้นก็นุ่มนิ่มและตุ๋มติ๋มแตกต่างจากลูกพี่คีโน่อย่างสิ้นเชิง