Month: April 2017

ผู้เล่นกลางสนามตัวรับในฝัน

Published / by admin

''ช่วงนี้ ผมได้รับมอบหมายให้เล่นเกมรับมากยิ่งกว่าเดิม ผมจำเป็นต้องทำอะไรสักอย่างในขณะที่กลุ่มเสียบอล และแย่งมันคืนมาให้ได้ งานของผมคือการจัดการแดนกลางให้นิ่ง ผมพร้อมปรับพฤติกรรมไปตามคำบัญชาของผู้เป็นนายจ้าง แม้กระนั้นผมก็สามารถเล่นเกมรุกได้เหมือนกัน'' นี่คือคำกล่าวให้การของ อันเดร์ เอรร่า อันบ่งถึงบทบาทและหน้าที่ของเขาตอนนี้โน่นคือมิดฟิลด์ตัวรับ
แถมเป็นมิดฟิลด์ตัวรับชนิดมือใหม่ฝึกหัดทำลายเกมคู่ปรปักษ์อีกต่างหาก แม้กระนั้นสถิติในการล้มล้างกลับเหนือกว่าผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านนี้อย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้ เสียอีกครับผม ไม่ว่าจะเป็นการแย่งบอล การตัดบอล หรือการเข้าปะทะ
คิดแล้วก็แปลกๆอยู่เหมือนกัน เนื่องจากว่าไม่มีวี่แววว่านักฟุตบอลวัย 27 ผู้นี้จะสถาปนาตัวเองเป็นมิดฟิลด์ตัวรับลำดับต้นๆของพรีเมียร์ลีกก่อนที่จะขายวิญญาณให้ซาตานแดง อันเดร์ เอรร่า ไม่ใช่ผู้เล่นที่เป็นที่รู้จักมีชื่อเสียงอะไรมากมายก่ายกอง
ตอนเป็นเยี่ยมในนายทัพของ แอตเลตำหนิก บิลเบา ชุดที่บุกมากำราบ แมนฯ ยูไนเต็ด ถึง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ในศึก ยูโรปา ลีก เมื่อฤดูกาล 2011-12 ก็แทบจะไม่มีใครรู้จักนักฟุตบอลผู้นี้สักเท่าไหร่ เพื่อนพ้องร่วมกลุ่มของเขาเสียอีกอย่าง ฆาบี มาร์ตำหนิเนซ หรือ อีเคร์ มูเนียอิน ที่อยู่ในความสนใจจากราษฎรมากยิ่งกว่าอย่างไรก็ตาม เข้าใจว่า แมนฯ ยูไนเต็ด น่าจะแอบจับตามองผู้เล่นคนนี้มาตั้งแต่ในขณะนั้นแล้ว
ส.ค. 2013 หลังจาก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ถูกแทนที่ด้วย เดวิด มอยส์ ได้ไม่นานเดือน – แมนฯ ยูไนเต็ด ติดต่อขอซื้อนักฟุตบอลชาวบาสก์โดยกำเนิดผู้นี้พร้อมข้อแนะนำ 24 ล้านปอนด์แอต.มาดริด ยักไหล่ใส่โดยทันทีพลางบอกว่า…น้อยไป
เดือนมิถุนายน 2014 แมนฯ ยูไนเต็ด กลับไปที่ บิลเบา อีกครั้งพร้อมค่าเสียหายที่มากขึ้นเรื่อยๆ ต่อรองกันอยู่นาน ก่อนที่จะตกลงกันเหมาะราคาราวๆ 29 ล้านปอนด์ ซึ่งจัดว่ามิใช่เบาเลยทีเดียว
สารภาพตามตรงว่าตอนเลื้อยตูดมา แมนฯ ยูไนเต็ด ใหม่ๆผมไม่ทราบจักนักฟุตบอลผู้นี้มาก่อน ไม่เคยดู ไม่เคยเห็น ไม่เคยสนใจ สงสัยเป็นเนื่องจากว่าผมดูบอล ลา ลีกา ของ ประเทศสเปน ปีละเพียงแค่ 2 นัดเป็นเอล กราสิหรูหรา ที่บ้านของ บาร์ซ่า กับ เอล กราสิหรูหรา ที่บ้านของ มาดริด 555
เมื่อซักถามข้อมูลที่ได้มาจากผู้รายงานข่าวสายวัวกระทิงดุประจำศูนย์บัญชาการซอคเก้อร์ก็ได้เรื่องแบบเพียงพอสังเขบว่า อันเดร์ เอรร่า เล่นในตำแหน่ง "มิดฟิลด์ตัวกลาง" โดยจัดอยู่ในชนิด "บ๊อกซ์ ทู บ๊อกซ์" คือวิ่งขึ้น-วิ่งลง คลุมเครือว่าเป็นตัวรุกหรือตัวรับ ประมาณว่าคอยเชื่อมเกมด้วยความขยัน ทุ่มเท มีวินัย และใฝ่คุณธรรม
ฤดูกาลแรกในเครื่องแบบซาตานแดง หลุยส์ ฟาน กัล กุนซือคนใหม่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด อุตสาหะเปลี่ยนแปลงระบบการเล่นเปลี่ยนไปเรื่อยเริ่มต้นจาก 3-5-2 ก่อนเปลี่ยนมาเป็น 4-1-2-1-2 แบบไดมอนด์ สุดท้ายมาพอดีที่สูตร 4-1-4-1 ดาเล่ย์ บลินด์ ห้อยเป็นมิดฟิลด์ตัวรับ โดยมี อันเดร์ เอรร่า กับ มารูยาน เฟลไลนี่ เป็นมิดฟิลด์ตัวรุกอยู่หลังศูนย์หน้า
ฤดูกาลแรก นักฟุตบอลผู้มีบริเวณใบหน้าคล้ายคล้าย "พี่น้อย" แห่งวงพรู ลงเล่นทั้งผอง 31 นัดในทุกรายการ ยิงได้ 8 ประตู ซึ่งจัดว่ามากที่สุดในอาชีพค้าแข้งของเขาเลยทีเดียว ช่วงเวลาที่ แมนฯ ยูไนเต็ด กลับเข้าไปอยู่ในท็อปโฟร์ได้สำเร็จ
ฤดูกาลถัดมา (ก็ซีซั่นที่แล้วนั่นแหละ) ท่านอาจารย์หลุยส์เสมือนถูกธาตุไฟเข้าแทรกจนถึงประสาทแดร็กซ์ คิดมาก เพ้อเจ้อ และปรัชญาขึ้นสมอง ว่าแล้วปรับระบบการเล่นอีกครั้งเป็น 4-2-3-1 โดยอุตสาหะจะวาง อันเดร์ เอรร่า เป็น "หน้าต่ำ" หรือ "ผู้เล่นเลข 10"ปรากฏว่าเจอความไม่เป็นผลสำเร็จอย่างแรงเนื่องจากว่า "พี่น้อย" ไม่ใช่เพลย์เมคเก้อร์ตามเหตุผลอยู่แล้ว แน่ๆสไตล์การเล่นของเขาไม่เสมือน พอล สวัวลส์ อย่างที่ใครหลายคนอุตสาหะเอามาเปรียบเทียบ
เขาพลิกบอลไม่ได้ – ไม่มีความเร็ว ความรู้ความเข้าใจเฉพาะบุคคลก็ไม่ได้สูงอะไรมากมายก่ายกอง การตะบันยิงก็ไม่ถึงกับเฉียบคมและเด็ดขาดอะไร จุดแข็งอยู่ที่ความขยัน ทุ่มเท มีวินัย และใฝ่คุณธรรม

หลังจากไม่เวิร์ค หลุยส์ ฟาน กัล ก็อุตสาหะเปลี่ยนผู้เล่นในตำแหน่งหน้าต่ำของระบบ 4-2-3-1 ไปเรื่อยจนกระทั่งจะเจอคนที่ใช่ ซึ่งจนแล้วจนรอดก็ไม่เจอคนที่ใช่ ไม่ว่าจะเป็น อัดนาน ยานาไซ, เมมฟิส เดอขว้างย, เวย์น รูนี่ย์, ฆวน มาต้า, มารูยาน เฟลไลนี่ และเจสซี่ ลินการ์ด
ครั้นเมื่อจับ อันเดร์W88เอรร่า ลงมาเป็น 1 ใน 2 มิดฟิลด์ตัวกลางของระบบ 4-2-3-1 มันก็ยังขัดๆเขินๆชอบกล แถมตัวหลักในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางฤดูกาลที่แล้วประกอบด้วย บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์, มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน, ไมเคิ่ล คาร์ริค ก่อนที่จะขยับ เวย์น รูนี่ย์ ลงมารับหน้าที่นี้อีกคน
"หน้าต่ำ" ก็ไม่เหมาะสม 1 ใน 2 มิดฟิลด์ตัวกลางก็ไม่ใช่ ถ่างออกไปเล่นเป็นตัวขอบเส้นยิ่งไม่ใช่ใหญ่ ดูเหมือนจะไม่มีตำแหน่งไหนเหมาะสมกับ อันเดร์ เอรร่า ในระบบ 4-2-3-1 ชูยกเว้นจะเล่นเป็น 1 ใน 3 ของมิดฟิลด์ตัวกลางตามระบบ 4-3-3 นั่นแหละ
สถิติการทำคะแนนในฤดูกาลถัดมาของดาวเตะค่าตอบแทน 29 ล้านปอนด์ผู้นี้ ต่ำลงเหลือ 5 ประตู จากการลงไปในสนามทั้งผอง 41 นัดในทุกรายการ
จนถึงการมาของ โชเซ่ มูรินโญ่ และผู้เล่นใหม่อีก 4 หน่วย เอริก ไบยี่, เฮนริค มคิทาร์ยาน, ปอล ป็อกบา และซลาตัน อิบราฮิโมวิช
"มูมู่" นิยมสูตร 4-2-3-1 กับ 4-3-3 ตามสถานการณ์เฉพาะหน้า ซึ่งการมาของดาวเตะค่าตอบแทน 89 ล้านปอนด์ น่าจะก่อให้เกิดผลเสียต่อ อันเดร์ เอรร่า โดยตรง
ความเป็นดาวเตะค่าตอบแทนแพงที่สุดในเมืองมนุษย์ยืนยันตำแหน่งตัวจริงของ "คุณป๊อก" โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว ส่วนอีกตำแหน่งในแดนกลางที่เหลือก็มีทั้ง มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน, ไมเคิ่ล คาร์ริค และบาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ เมื่อทดลองจัดผู้เล่นชุดที่เหมาะสมที่สุดของ แมนฯ ยูไนเต็ด ก่อนเปิดฤดูกาลนี้ ชื่อของ อันเดร์ เอรร่า น่าจะตกตรวจสอบมันยังไม่ใช่แค่นี้
กว่า "เดอะ สเปเชี่ยล วัน" จะศึกษาและทำการค้นพบระบบการเล่น และ 11 ตำแหน่งที่เหมาะสมพอดีที่สุด เวลาก็ผ่านไปแทบครึ่งฤดูกาล ซึ่งผลปรากฏว่า อันเดร์ เอรร่า จัดเป็นผู้เล่นระดับเสาหลักตกมันทั้ง 2 ระบบในสูตร 4-3-3 เขาคือ 1 ใน 3 มิดฟิลด์ตัวกลางร่วมกับ ปอล ป็อกบา และ ไมเคิ่ล คาร์ริค
สำหรับในสูตร 4-2-3-1 เขาคือใน 1 ใน 2 มิดฟิลด์ตัวกลางร่วมกับ ปอล ป็อกบา โดยคนที่หลุดจากตัวจริงในสูตรนี้คือคุณปลัดคาร์ริค
บทบาทหน้าที่ในทั้ง 2 ระบบ คือบดบี้ทำลายเกมคู่ปรปักษ์ให้หมดสิ้น ซึ่งพี่น้อยแกก็ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมมากขึ้น
พินิจได้เลยครับผมว่า…บอลอยู่ไหน อันเดร์ เอรร่า ก็อยู่ที่นั่น ว่าแล้วก็เลยปรับให้เป็นมิดฟิลด์ตัวรับอย่างสุดกำลังช่วยให้เพื่อนพ้องร่วมกลุ่มอย่าง ปอล ป็อกบา ทำเกมรุกได้อย่างอิสระมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับช่วยให้ผู้เล่นวัยดึกอย่าง ไมเคิ่ล คาร์ริค ไม่ต้องออกแรงมากมายอีกต่างหาก เรียกว่าเป็นผู้ปิดทองหลังพระอย่างสมบูรณ์แบบ
ทีแรกๆๆของการรับบทบาทนี้ เราจะมองเห็นได้ว่าเขายังเข้าบอลค่อนข้างเปิดเผยจนถึงชอบเสียฟาวล์โดยไม่จำเป็นเท่ากับได้ใบเหลืองบ่อยๆ คล้ายๆพอล สวัวลส์ เวลาเล่นเกมรับแม้กระนั้นภายหลังที่ลงเล่นในตำแหน่งนี้มากขึ้นท่านผู้ชมสามารถสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงคือเข้าบอลเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่เสียฟาวล์และโดนใบเหลืองแบบโง่ๆเหมือนเก่า
ว่าแล้วก็จำเป็นต้องชื่นชมยอดกุนซืออย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ ที่เสกให้ผู้เล่นที่เสมือนจะไม่เข้ากันระบบการเล่นอะไรก็แล้วแต่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด กลายเป็นมิดฟิลด์ตัวรับที่ห้ามให้ขาดเลยเด็ดขาดเฮียเครียดมึงมองเห็นจุดแข็งของผู้ร่วมทีมชาวประเทศสเปนผู้นี้ว่าอยู่ที่ความขยัน ทุ่มเท วิ่งตามล่าพลางบดบี้ไม่มีหยุดบนความหน่วงหนักแบบถึงลูกถึงภรรยาก็เลยจับมาอาบน้ำแต่งตัวใหม่ให้เป็นมิดฟิลด์ตัวรับที่มีความยอดเยี่ยมสมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าพ่อเกมรับจริงๆ

หลังจากสิ้นยุคของ ไบรอัน ร็อบสัน และ พอล อินซ์ ก็มี รอย คีน มารับช่วงหน้าในการเป็นมิดฟิลด์ตัวล้างผลาญของ แมนฯ ยูไนเต็ด
ตั้งแต่แมื่อ รอย คีน เนรเทศตนเองออกมาจากเครื่องแต่งตัวซาตานแดง ดูเหมือนมิดฟิลด์ตัวรับที่มีความหฤห่ามแบบงี้จะสูญพันธุ์ไปจาก โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด
ดาวเตะจอมเสียบทะลุดาร์กซ์อย่าง อลัน สมิธ ที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน พยามปั้นให้เป็น "นิว คีโน่" ก็ไม่ใช่ เนื่องจากว่าโหดอย่างเดียวแบบไม่มีเชิงชั้น
ไมเคิ่ล คาร์ริค ก็จัดเป็นมิดฟิลด์ตัวรับที่ไปถึงเป้าหมาย แม้กระนั้นหากกล่าวถึงสไตล์การเล่นนั้นก็นุ่มนิ่มและตุ๋มติ๋มแตกต่างจากลูกพี่คีโน่อย่างสิ้นเชิง

18 แต้มที่หายไปของ หงส์

Published / by admin

แล้วสิ่งที่ชาวหงส์หวาดสะดุ้งก็ยังคงเกาะกัดความรู้สึก กลุ่มที่ได้ชื่อว่าเป็น ''แชมเปี้ยน'' ในกรุ๊ปท็อปเซเว่นโดยไม่เคยแพ้เลย ก็ยังมักต้องตกอยู่ใต้เครื่องหมายคำถามว่าทำไมถึงรีบสปีดไม่ขึ้นประจำยามปะทะกลุ่มกรุ๊ปข้างล่างของตาราง มันไม่ใช่ทีแรก ครั้งสอง ครั้งสาม แต่ว่ามันบ่อยมากมากมายๆมีเสียงโห่เล็กๆถึง จอร์แดน ไอบ์ (What?) มีเสียงยกย่องถึง ดิว็อค โอริกี้ ฉับพลันที่พุ่งชนจ่อๆให้ลิเวอร์พูลแซงนำ มีเสียงบ่นหนักแน่นถึงแท็กติกของ พบร คล็อปป์ อีกครั้ง ซึ่งจัดได้ว่าเป็นเหตุผลสำคัญเลยที่ทำให้เกมจบด้วยการเสมอ โยนชัยทิ้งที่แอนฟิลด์
''คูว่ากล่าวนโญ่เจ็บป่วยตอนพักครึ่ง ผมเลยต้องเปลี่ยนแปลงออก มันเกิดเรื่องที่ต้องทำ'' ชายผู้สวมแว่นทรงกลมตอบข้อสงสัย ถึงกระนั้นก็ยังมีคนไม่รู้เรื่องว่าทำไมต้อง โฌแอล มาว่ากล่าวป ทำไมต้องปรับมาตึงเกมรับด้วยสามเซนเตอร์ฮาล์ฟ ทำไมไม่ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ไม่ เบน วู้ดเบิร์น หรือ อัลเบร์โต้ โมเรโน่ นี่บอร์นมัธ ไม่ใช่บาร์เซโลน่า…
''โอเค ผมเพียงแค่มองว่าบอร์นมัธมีกองหน้าสองคนที่มีความเร็ว ในขณะที่ แดเนียล (สเตอร์ริดจ์) พึ่งหายมาคงจะยังไม่เหมาะสมกับเกมชนิดนี้ ผมเลยเลือกแท็กติกแบบงั้น'' ฟังแล้ว ตกผลึกเหมือนกันมั้ย
1. การที่เปลี่ยนแปลงมาใช้ข้างหลังสามด้วยการถอดนักฟุตบอลที่ฝากความมุ่งมาดได้มากสุดออกตั้งแต่นาที 65 ซึ่งเวลาที่เหลือขนาดนั้นยังไงก็นำเอาความเสี่ยงที่จะเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งยิ่งเมื่อไตร่ตรองจากความแน่นแฟ้นของเกมรับลิเวอร์พูลที่ผ่านมา
2. ถ้าเกิดสเตอร์ริดจ์ไม่เหมาะสมกับ ''เกมอย่างนี้'' ก็ไม่สมควรใส่ชื่อเอาไว้ด้วยทุกอย่าง เนื่องมาจากมันเสมือนทำข้อสอบแล้วจำไม่ได้ก็วงเดามั่วๆไป
3. ในขณะที่โดน 2-2 ถึงด้านหลังเกมทว่าเวลาก็ยังเพียงพอเหลืออยู่รวมทดเจ็บก็อย่างน้อย 7 นาที ทำไมครับผม เขาถึงคงจะนิ่งที่จะปรับปรุงแก้ไขสถานการณ์ มีสิ่งใดดลบันดาลให้เชื่อว่าผู้เล่นที่อยู่ในสนามจะสามารถพังประตูลำดับที่สามได้
ซีซั่นนี้เว้นแต่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดแล้ว สังเวียนของกลุ่มท็อปเซเว่นก็ล้วนทำให้กองเชียร์บอร์นมัธเดินทางกลับบ้านที่แดนใต้ด้วยความชอกช้ำระกำใจมาตลอด แพ้ 4-0 ที่เอว่ากล่าวฮัด, 3-1 ที่เอมิเรตส์, 3-0 ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ และ 6-3 ที่เราดิสัน พาร์ค ด้วยเหตุดังกล่าวแล้วด้วยประการทั้งปวง ลิเวอร์พูลควรเก็บสามแต้มให้ได้กับ ''เกมอย่างนี้'' การเจ็บของ ซาดิโอ มาเน่ มีผลเสียแน่ๆฤดูกาลนี้พวกเขาไม่เคยกำชัยได้เลยยามไม่มีสตาร์คนเก่งกลุ่มชาติเซเนกัล (เสมอ 2 แพ้ 2) ถึงกระนั้นด้วยทรงของเกมอย่างคืนวันพุธ ด้วยความที่ช่วงหลังลงมาเร่งเครื่องจนถึงบดออกนำไปเป็นระเบียบเรียบร้อย ถ้าเกิดรักษาสกอร์ไม่ได้ ก็ต้องกระหน่ำเพิ่ม ทว่าสมาคมสีแดงแห่งเมอร์ซี่ย์ไซด์ทำไม่ได้สักอย่าง อีกอย่างหนึ่งการสันนิษฐานว่ากลุ่มของคล็อปป์มักแพ้ทางพวกมาอุด แต่ว่านี่ไม่ใช่ บอร์นมัธภายใต้ผู้ฝึกสอนวัยรุ่น เอ็ดดี้ อาว มาแอนฟิลด์ด้วยการวางระบบ 4-4-2 มี โจชัว คิง กับ เบนิค อโฟเบ้ ยืนหัวหอก พวกเขาพยายามเซตเกมรุกบนพื้นสู้ แม้อาจมีบ้างที่คอยฉวยความผิดพลาดเข้าจู่โจมเช่นอาทิเช่นลูกแรกที่ทำได้ นี่ก็ไม่ใช่หนแรกที่เกิดอะไรอย่างนี้
วันเสมอซันเดอร์แลนด์ 2-2 ที่สเตเดี้ยม ออฟ ไลท์ก็ถูกทีเด็ด พบร์เมน เดโฟ นาที 84 ต่อมาเสียท่าติดอยู่รังต่อสวอนซี 2-3 ในขณะที่อุตสาห์ฮึดเสมือนกลับมาได้แล้วและแน่ๆที่เดอะ ค็อปคงจะจำฝังใจก็คือเกมแรกที่เยือนบอร์นมัธต้นเดือนธันวาคม ปัญหาคือทำไมคุณถึงเก่งจังกับกลุ่มใหญ่ แต่ว่ามักป้อแป้กับกลุ่มเล็ก???? พวกเขาเอาชนะคู่ต่อสู้กรุ๊ปท็อปเซเว่นได้ถึง 7 เกมจาก 12 แต่ว่ารู้มั้ยครับผมว่าสถิติกับการเผชิญหน้าพวก 8 กลุ่มข้างล่างของตารางลงไปเป็นยังไง 21 แต้มจาก 39 แต้มเต็ม หรือ 21 แต้มจาก 13 นัดหมาย ใช้สมองน้อยๆคำนวณเท่ากับว่ามีถึง ''18 คะแนนที่หายไป''ฤดูกาลนี้แพ้มาหมดแล้วตั้งแต่เบิร์นลี่ย์, บอร์นมัธ, สวอนซี, ฮัลล์ จนถึงเลสเตอร์ ซิตี้ ถ้าเกิดเพียงพอพบเชลซี, ท็อตแน่ม, แมนฯ ซิตี้, อาร์เซนอล, แมนฯ ยูไนเต็ด จนถึงเพื่อนข้างสวน เอฟเวอร์ตัน แทบจะชูขันหมากเชิญให้รีบมาพบเลยบอลมักมีอะไรแปลกๆเสมอ คล็อปป์ควรเคลื่อนสายตามองสเปอร์สซึ่งกำลังบีบคั้นเชลซีไม่ลดละ การที่พวกเขาคดโกงความตายมาได้อย่างเมื่อวันพุธ ตอกย้ำซ้ำเติมว่าทำไมสองปีที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ถึงนำเอามาตรฐานป้วนเปี้ยนบนหัวตาราง ต่อเข้าข้างซีซั่นก่อนอาจคลอดสะดุดหัวคะมำก็ตาม พวกเขาแพ้ 3 เกมเพียงแค่นั้นให้กับลิเวอร์พูล, เชลซีและแมนฯ ยูไนเต็ดใช่ครับผม คือเรื่องธรรดาที่ทำความเข้าใจกันได้ ทว่าเมื่อถึงแมตช์ที่ต้องชนะก็ชนะ ขุนศึกยี่ห้อไก่ของ เมาริซิโอ โปเช็ตว่ากล่าวโน่ ปัดกวาดไป 32 แต้มจาก 12 เกมยามพบกรุ๊ป 8 กลุ่มด้านล่างของตาราง โดยทำตกหายไปเพียงแค่ 4 แต้ม… ผมเคยเขียนไปก่อนแล้วว่าถ้าออกทรงนี้ สู้มีผลงานกลางๆก็ได้เมื่อพบกลุ่มใหญ่ แล้วแบ่งอะดรีนาลีนพล่านไปใส่กับกลุ่มที่เหลือ มิฉะนั้นก็ต้องมานั่งพรรณนาความทุกข์กัน เนื่องจากกลุ่มเล็กมีเยอะแยะกว่า
จุดต่อมา ซีซั่นนี้พวกเขาเสียประตูจากเซตพีซไป 11 จากทั้งปวง 39 ? ซึ่งแม้กระทั้งแมนฯ ซิตี้ที่โดนวิภาควิจารณ์เรื่องความอ่อนฮวบเกมรับ หรือว่าอาร์เซนอลก็ตาม ยังมีสถิติที่ดีมากกว่าด้านนี้ นี่นับว่าเป็นอีกสิ่งที่ใครก็ตามมาเจอก็มักจะฝึกซ้อมลูกตั้งเตะมาคอยเล่นงาน เนื่องมาจากคล็อปป์นิยมให้ลูกทีมคุมโซนมากยิ่งกว่าตามติดคน
ก่อนนี้มีการกางเปรียบผลงานของ เบรนแดน ร็อดพบร์ส กับคล็อปป์ ซึ่งก็แทบจะไม่ต่างอะไรกัน อย่างไรก็แล้วแต่ก็มีคนยกหัวข้อว่าประสิทธิภาพของกลุ่มวัดกันตรากตรำ เนื่องจากยุคก่อนมีบ่าสองข้างของ หฝ่าส์ ซัวเรซ ที่แบกภาระทุกสิ่งของกลุ่ม มาถึงยุคนี้แบ่งภาระหน้าที่กระจัดกระจายมากยิ่งกว่ายังไงก็ดี ลิเวอร์พูลเป็นสมาคมที่ผูกติดการบรรลุผลตลอดมา

พวกเขาอาจไม่เคยไปถึงโทรฟี้พรีเมียร์ลีก แต่ว่าก็ทำได้ใกล้เคียงมา 2-3 คราวตั้งแต่ยุค ราฟา เบนิเตซ มาถึงร็อดพบร์ส ซึ่งนับว่าเป็นกลุ่มที่มีการพรีเซนเทชั่นรูปแบบแจ่มชัด มีผู้เล่นที่สามารถเรียกได้เลยว่าเป็นตัวดารานำชายระดับทวีป
คูว่ากล่าวนโญ่, ฟีร์มีโน่ และมาเน่ ไม่ใช่ไม่เก่ง แต่ว่าเชื่อว่าสาวกหงส์เองก็ย่อมประทับใจกับกลุ่มที่มี เฟร์นานโด โคนร, สตีเว่น พบร์ราร์ด, ชาบี อลอนโซ่, ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ เหมือนกันกับกลุ่มที่นำโดยหัวหอกฟันเหยินเลขเจ็ด
ซัมเมอร์นี้คล็อปป์ประกาศแล้วว่าซื้อแน่…ผมเอาปัญหาเดียวกันนี้คุยกับเดอะ ค็อปก่อนเกมวันพุธ มีอยู่คนพูดน่าตกใจอย่างนี้ครับผม ''ผมอยากเห็นทีมซื้อ 6 คน พวกเราต้องเปลี่ยนแปลงใหม่และมีผู้เล่นสำรองชดเชย ผู้เฝ้าประตู เซนเตอร์ฮาล์ฟ แบ็กซ้าย กองกลาง ตัวริมเส้น และกองหน้า''
ความน่าจะเป็นไปได้ที่จะมองเห็นผู้ฝึกสอนที่ลุ่มหลงเพลงเฮฟวี่ทุ่มชูแผง จ่ายหนักๆก็น่ารู้ดีว่ามีแค่ไหนกัน ต่อมาถ้าติดตามบทสัมภาษณ์ของเขาตลอดก็น่าจะเดาหัวใจได้ไม่ยากว่าเขาเองก็พึงใจต่อกลุ่มที่มีพอควร ด้วยเหตุดังกล่าวแล้วโอกาสที่จะซื้อกี่คน ใช้งบประมาณเท่าไหร่ก็คงจะขึ้นอยู่กับว่าท้ายที่สุดจบชั้นเท่าไหร่ในตาราง
โปรแกรมที่เหลือจากนี้อีก 7 เกม : สโต๊ค, เวสต์บรอมวิช, พาเลซ, วัตฟอร์ด, เซาธ์แฮมป์ตัน, เวสต์แฮม และโบโร่
ถ้าเกิดเป็นคอนเต้หรือโปเช็ตว่ากล่าวโน่ก็คงจะลูบปาก ทว่านี่เป็น ''ของแสลง'' สำหรับลิเวอร์พูลศักราชนี้ แน่ๆก็นับว่าเป็นเจ็ดเกมที่จะพิพากษาผู้ฝึกสอนอย่างคล็อปป์เพราะ ภายหลังจากได้คุมเต็มกำลังผ่านมาหนึ่งฤดูกาลควรให้เกรดที่เท่าไหร่กัน 18 แต้มที่หายไป… ต้องอุตริฝันน้ำลายเยิ้มว่าเก็บได้หมดเลย เอาเพียงแค่ครึ่งเดียวจากนั้น เนื่องจากถ้าทำได้ตอนนี้ลิเวอร์พูลจะอยู่ลำดับที่สองตามหลังผู้นำฝูงเชลซีเพียง 3 แต้ม

4 วิธีดึงหงส์จากหล่ม

Published / by admin

สถานการณ์ของลิเวอร์พูลในเวลานั้น ถ้าเกิดเป็นคนไข้ติดเตียง อาการมีแม้กระนั้นทรงกับทรุด
แพ้ติดอยู่บ้านสองนัดติดต่อกัน ทั้งที่ก่อนโดนสวอนซีบุกลูบคมเมื่อวันเสาร์ หงส์แดงแวววาวด์ลี่ พรีเซนต์ กระหยิ่มใจพรีเซ็นท์ผลงานไร้ปราชัยในแอนฟิลด์ ยาวนานผ่านปี
เรื่องจริงวันนี้ไม่ตั้งใจเขียนถึงความปราชัยที่เลิกทางไปเวมบลีย์ เนื่องจากไม่มีอะไรแปลกใหม่ จากที่พึ่งจะแพ้ในดาร์บี้แมตช์ของศึก "หงส์สองตัวอยู่สระเดียวกันมิได้"
แม้กระนั้นใจความสำคัญที่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับลิเวอร์พูล จากความมีชัยเพียงแค่ครั้งเดียวใน 7 เกมทุกรายการ นับจากออกสตาร์ตศักราชใหม่ แถมเป็นการชนะหืดจับเหนือทีมต่ำดิวิชั่นกว่าจมหูอย่างพลีมัธ ผมรู้สึกว่าทุกคนคงพอเพียงมีคำตอบอยู่บ้างแล้ว
สำคัญกว่านั้นคือการระดมความคิดความสามารถหาทางออก เนื่องจากในเมื่อสถานการณ์ไม่ดีมาถึงจุดนี้ เจอร คล็อปป์ ควรจะถึงเวลาลงมือกระทำอะไรหรือยัง เพื่อเปลี่ยน และผลักทีมให้กลับขึ้นมาผงาดอีกทีผมสะสมมาเป็นข้อๆเท่าที่พอเพียงคิดได้ในห้วงยังเซ็งเป็ด เอ๊ย เซ็งหงส์
1. ฉีกต้นแบบการเล่นทั้งระบบ สไตล์ และกรรมวิธีการให้ต่างจากแพทเทิร์นเดิมๆซ้ำๆในตอนที่ยังมี ซาดิโอ มาเน่ ในสนาม
เนื่องจากจนถึงตอนนี้ ผลงานชนะพลีมัธ เพียงแค่ทีมเดียวจาก 7 นัดหมาย และจำต้องใช้ช่องทางถึง 180 นาที เพื่อคว่ำทีมระดับลีก ทู นี้ได้ สะท้อนแจ่มกระจ่างว่าการขาดมาเน่ ทิ้งปัญหาใหญ่ขนาดเท่าหลุมจากระเบิดปรมาณูเจอร คล็อปป์ รู้นานแล้วว่าเขาไม่มีผู้แทนมาเน่ แบบ like for like หรือมีสไตล์คล้ายกัน ไม่ถึงขั้นว่าจำต้องเสมือน มาเน่ทำให้เกมบุกของลิเวอร์พูล ภายใต้หมาก 4-3-3 จุดติดมาทั้งครึ่งฤดูกาลแรก จากการเป็นตัวรุกริมเส้นที่ถ่างตัวประกบออกมาจากตำแหน่ง และเปิดช่องให้ตัวใส่อย่าง อดัม ลัลลาน่า หรือ เนธาเนียล ไคลน์ ทะลุขึ้นมากระทำการจะสังเกตได้ว่าตั้งแต่มาเน่ไม่อยู่ ลิเวอร์พูลไม่สามารทำลายโซนรับคู่ปรปักษ์ให้ฉีกขาด หรือแตกออกมาได้เลยพร้อมๆกันคือฟอร์มของลัลลาน่า รวมทั้งไคลน์ พากันหายเข้าก้อนเมฆไปด้วยเมื่อกลางอาทิตย์กับนักบุญ คล็อปป์ยังซุกซนยึดระบบนี้ แม้จะถอยลัลลาน่าลงมายืนในไลน์ของมิดฟิลด์ และขยับ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ไปแทนตำแหน่งของมาเน่ โดยมี แดเนียล สเตอร์ริดจ์ เป็นกองหน้าตัวเป้า
แม้กระนั้นตลอด 45 ท้องนาตอนแรก เกมของลิเวอร์พูลยังมืดบอด ไม่มีวี่แววจะเอาชนะแนวรับของเซาธ์แฮมป์ตัน ที่มิได้ใช้คู่เซนเตอร์ฮาล์ฟตัวหลักจากช่วงต้นฤดูกาล อย่าง เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ กับ โชเซ่ ฟอนเต้ ด้วยซ้ำ เนื่องจากการแก้แบบหนึ่งมักนำไปสู่ปัญหาอีกอย่างหนึ่ง หลายๆจังหวะปรากฏว่าฟีร์มีโน่หุบมาทับไลน์เดียวกับสเตอร์ริดจ์ ส่วนการขึ้นเกมด้านขวายังบอดอย่างเดิม มิหนำซ้ำแบ็กขวายังเป็นดาวรุ่งอย่าง เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ที่แม้เล่นได้ดีระดับหนึ่ง แม้กระนั้นเขาควรจะหามความมุ่งหวังในระดับไหน เป็นอีกกรณี
จนถึงครึ่งหลัง คล็อปป์ขยับตำแหน่งการยืนเป็น 4-4-2 ไดมอนด์ ฟีร์มีโน่กับสเตอร์ริดจ์เป็นคู่กองหน้า คูว่ากล่าวนโญ่เป็นหัวเพชร ถึงสามารถสร้างช่องทางได้มากขึ้นเรื่อยๆ และควรจะเห็นสกอร์อย่างน้อยๆ1-2 ประตู
เป็นอีกทีต่อจากนัดหมายแพ้สวอนซีเมื่อสุดสัปดาห์ ที่คล็อปป์เลือกออกสตาร์ตด้วยแผน 4-3-3 และเมื่อไม่ได้เรื่องถึงค่อยคิดเปลี่ยน
กับสวอนซีจำต้องรอให้โดนสองเม็ด ค่อยกระตุกความกระฉับกระเฉง ส่วนเกมนี้ ลิเวอร์พูลมิได้เริ่มด้วยผล 0-0 นะครับ แม้กระนั้นตาม 0-1 จากครั้งแรก แล้วเพราะเหตุไรถึงปลดปล่อยให้ตนเองเหลือเวลาแค่ 45 นาทีในที่สุด
2. นอกจากความเคลื่อนไหวในสนามแข่งขันแล้ว สิ่งที่ยากกว่าคือ คล็อปป์อาจจำต้องปรับกระบวนการทำงานนอกสนาม

อย่างที่เฟอร์กี้เคยวิเคราะห์ในช่วงซัมเมอร์ ว่าจากการศึกษาเกมนัดหมายชิงยูโรปา ลีก ระหว่างลิเวอร์พูล กับ เซบีย่า เขาเห็นนักเตะหงส์แดงเหี่ยวปลาย เร่งไม่ขึ้นในครึ่งหลัง
เช่นเดียวกับ เรย์มงด์ แฟร์เฮเย่น ผู้ฝึกสอนด้านฟิตเนสที่ผ่านเวทีฟุตบอลโลกมาแล้วสามยุค กับฮอลแลนด์, ประเทศเกาหลีใต้ และรัสเซีย รวมทั้งเคยเป็นเทรนเนอร์ส่วนตัวให้ เคร็ก เบลลามี่ ได้แสดงความเห็นกึ่งพยากรณ์ในส.ค.ว่า สไตล์ทำทีมและการฝึกฝนที่เข้มข้นของคล็อปป์ จะก่อให้ลิเวอร์พูลทุกข์ยากลำบากในช่วงครึ่งฤดูกาลหลังนาทีนั้น เด็กหงส์บางบุคคลส่ายหน้าไม่เชื่อแม้กระนั้นหลังเกมกับเซาธ์แฮมป์ตัน เจมี่ คาร์ราเกอร์ บอกว่าหนึ่งในปัญหาใหญ่ของหงส์แดง คือนักเตะมองล้า ขาไม่วิ่ง สปีดช้าลง และแพ้หลายครั้งขึ้นในการฉกฉวยบอลจังหวะสอง
เกมนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายๆนัดหมาย ที่เห็นนักเตะลิเวอร์พูลกลับมาใช้เกมเพรสซิ่งแบบเป็นหมู่คณะ เสมือนในตอนแรกที่คล็อปป์เข้ามาคุม และจัดว่ากดดันทีมเยี่ยมได้พอสมควร
แม้กระนั้นก็ทำแบบมาๆหายๆเป็นระยะๆไม่สม่ำเสมอ เสมือนจะบีบได้แล้ว แม้กระนั้นในที่สุดก็คลายออก ความฟิตของนักเตะจำต้องถูกตั้งปัญหาว่าคล็อปป์รีดมันออกมาจนถึงหมดถัง ไม่เหลือสักหยดแล้วหรือ 3. จงยอมรับเถอะว่าขุมกำลังชุดนี้ดีไม่เพียงพอจะประมือกับอีก 4-5 ทีมบนหัวตารางลิเวอร์พูลอาจมีทีม 11 ตัวจริงที่ดีไม่เป็นสองรองผู้ใดกันแน่ แม้กระนั้นอย่างที่เห็นเมื่อเกมไปสู่ช่วงเข้าด้ายเข้าเข็ม และคล็อปป์เกือบจะไม่ขยับเปลี่ยนตัว หรือใช้โควตาเปลี่ยนช้าเกินความจำเป็น แทนที่จะเปลี่ยนตั้งแต่ออกสตาร์ตครึ่งหลัง มันย่อมสะท้อนในทางหนึ่งว่า คล็อปป์อาจไม่มั่นใจว่าผู้เล่นสำรองจะดำเนินการได้ดีกว่าคนที่อยู่ในสนาม
การซื้อนักเตะใหม่ในช่วงม.ค. อาจไม่ใช่รสนิยมส่วนตัวของคล็อปป์ และเขาก็มีส่วนถูกที่ว่ามันมิได้หาซื้อกันกล้วยๆเสมือนที่คนจำนวนไม่น้อยคิด ด้วยปัจจัยหลายสิ่งหลายอย่าง
แม้กระนั้นถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าของดีจะไม่มีให้สอยมาเสียเลย เอฟเวอร์ตันได้ มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน ไปเสริมแดนกลาง บางคราวข้อจำกัดบางข้อ ของดีราคาไม่แพงเกินความจำเป็นก็รออยู่ในตลาด
เวลาที่เหลืออีกไม่กี่วันก่อนตลาดวาย ยังพอเพียงทันให้คล็อปป์มองหาตัวเลือกใหม่ๆมาช่วยปั๊มหัวใจหงส์ที่เริ่มจะแผ่วเบาลง ดีกว่าปลดปล่อยให้ตายไปต่อหน้า
4. ทำทุกๆอย่างอย่างเดิมเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นับวันรอที่กำลังจะได้ ซาดิโอ มาเน่ กลับมาช่วยทีมจากการไปออกศึกแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพมิได้แดกดันนะครับ และผมคงไม่ใช่แฟนหงส์คนเดียวที่รอเช็กผลของเซเนกัล ด้วยความจริงใจต้องการให้ตกรอบแม้กระนั้นก่อนเวลาเลยด้วยซ้ำ ความมุ่งหวังหรืออีกนัยเรียกว่าแช่ง พังยับเยินตั้งแต่ผ่านสองครั้งแรก เนื่องจากเซเนกัลปัดกวาด 6 แต้มเต็ม แถมมาเน่มีชื่อทำประตูได้ทั้งคู่เกม
ผ่านเข้ารอบไปแบบสบายๆตระเตรียมเจอกับ "หมอปราบผี" แคเมอรูน ในรอบก่อนรองฯ วันเสาร์นี้ มองตามหน้าเสื่อ เซเนกัลได้เปรียบอยู่ดี มีสิทธิ์อยู่ยาวผ่านถึงเดือนกุมภาพันธ์